การเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยี Blockchain (e-Voting System)

การเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยี Blockchain (e-Voting System)

สถานะผลงาน: งานวิจัยอยู่ในระดับที่มีความพร้อมในระดับที่มีการสร้างต้นแบบหรือ Application แล้วเสร็จ

บทคัดย่อ: ปัจจุบันเทคโนโลยี Blockchain เริ่มเข้ามาใช้แพร่หลายมากขึ้นในหลายๆ ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง FinTech หรือการเก็บข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบกระจาย โดยมากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในด้านความโปร่งใส (Data Integrity) เนื่องจากในเทคโนโลยี Blockchain ข้อมูลจะถูกสำรองเก็บกระจายไว้หลายๆ ที่หรือที่เรียกว่า Node ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าข้อมูลได้มีการถูกเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับ Node อื่นๆ ซึ่งวิธีการเก็บข้อมูลแบบกระจายแบบนี้ดีกว่าการเก็บข้อมูลไว้ที่ศูนย์กลางที่เดียว เนื่องจากหากข้อมูลนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงโดยผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ก็อาจจะไม่สามารถตรวจสอบได้

การเลือกตั้งด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Vote นั้น คือการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการเก็บผลการโหวตกระจายไปในแต่ละ Node ของผู้ที่โหวต ดังนั้นถ้าข้อมูลถูกแก้ไขใน Node ใดๆ ก็จะสามารถทราบได้ว่าข้อมูลใน Node ได้ถูกแก้ไขอย่างผิดปกติ ต่างจากวิธีการแบบดั้งเดิมที่เป็นการเก็บผลโหวตไว้ในที่เดียวซึ่งหากถูกแก้ไขไปแล้วก็จะตรวจสอบได้ยาก จะเห็นว่าการนำ Blockchain มาใช้ในการเลือกตั้งก็สามารถเป็นวิธีลดการโกงการเลือกตั้งได้

การประยุกต์ใช้ Blockchain ในการเลือกตั้ง

ผู้เกี่ยวข้องหลักในระบบ ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  • ผู้คุมการเลือกตั้ง คือผู้มีหน้าที่ระบุผู้มีสิทธิเข้าร่วมลงคะแนน และกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง
  • ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง คือผู้ที่ประสงค์ลงสมัครและมีคุณสมบัติครบตามที่ผู้คุมการเลือกตั้งกำหนด
  • ผู้ลงคะแนน คือผู้ที่มีสิทธิในการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

หลักการทำงานของ e-Voting System สามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วง

  1. ช่วงก่อนการเลือกตั้ง
    • ผู้คุมการเลือกตั้ง
      • ผู้คุมการเลือกตั้งระบุผู้มีสิทธิเข้าร่วมลงคะแนน
      • กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง
    • ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
      • ลงทะเบียนเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง
      • ระบบจะทำการตรวจสอลเงื่อนไข หากคุณสมบัติครบตรงตามเงื่อนไขจะทำการบันทึกเข้า Blockchain และแจ้งผลยืนยัน
  2. ช่วงเลือกตั้ง
    • ผู้คุมการเลือกตั้ง
      • เปิดรับการลงคะแนน
    • ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
      • สามารถตรวจสอบผลคะแนนปัจจุบันได้
    • ผู้มีสิทธิลงคะแนน
      • อัพโหลดหลักฐานยืนยันตัวตน และรอระบบแจ้งยืนยันตัวตน
      • ทำการลงคะแนนแก่ผู้สมัครที่เลือก
  3. สิ้นสุดช่วงเวลาเลือกตั้ง
    • ผู้คุมการเลือกตั้ง
      • ปิดรับการลงคะแนน
    • ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
      • แจ้งผลคะแนนสุทธิและผู้ชนะการเลือกตั้ง
    • ผู้มีสิทธิลงคะแนน
      • แจ้งผลคะแนนสุทธิและผู้ชนะการเลือกตั้ง

จุดเด่น

  • Blockchain สามารถตัดตัวกลางของกระบวนการ ในที่นี้คือผู้รวบรวมคะแนนและบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้ง โดยคะแนนจะถูกส่งจากผู้ลงคะแนนถึงผู้ลงสมัครที่ถูกเลือกโดยตรง
  • อำนวยความสะดวกในการเลือกตั้ง สำหรับผู้ลงคะแนน โดยผู้ลงคะแนนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้ง สามารถอยู่ ณ จุดใดๆ ก็ได้ในโลกที่มีอินเตอร์เน็ตเข้าถึง จึงสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดขั้นตอนและเวลาเพิ่มความสะดวกให้กับผู้เลือกตั้งซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้สิทธิมากขึ้น
  • สามารถป้องกันการแอบอ้างตัวตนเป็นบุคคลอื่น เพื่อให้ได้สิทธิในการลงคะแนนเพิ่ม
  • สามารถประมาณการงบประมาณ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลและจัดการข้อมูลคะแนนโหวตได้อย่างเป็นระบบ
  • ผลโหวตมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ สร้างการยอมรับให้กับทุกๆ กลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับการโหวตด้วยวิธีแบบเดิม

ที่มา:  www.nectec.or.th